• ความฝันและความอยู่รอด

    November 16th, 2007

  • ความฝันและความอยากรู้อยากเห็น ทำให้ผมอยู่รอดมาจนถึงทุกวันนี้ได้ อย่าเพิ่งเถียงว่า “เงิน” ต่างหากที่ทำให้ชีวิตอยู่รอดมาได้ ใช่ครับ เงินคือสิ่งที่ช่วยให้ชีวิต มีชีวิต แต่ สิ่งที่ทำให้ชีวิตมีจิตใจ สำหรับผมแล้วมันคือความฝัน และความอยาก เพราะผมอาจจะถูกจัดอยู่ในพวก “สมาธิสั้น แต่ความฝันยาว” อะไรก็ตามที่อยากทำ แต่มันยังไม่ได้ทำ ไม่ได้เริ่ม หรือทำไม่เสร็จมันก็จะวกวนเวียนอยู่ในหัว จนวันหนึ่งต้องกลับมาสานต่อให้มันเสร็จอยู่ดี แล้วอะไรบ้างคือสิ่งที่ผมเคยฝันและฝันค้าง และกำลังทำฝัน

    ผมไม่รู้จริงๆ ว่าทำไม เด็กบ้านนอกธรรมดาที่เรียนจบทางด้าน “การสื่อสารมวลชน” จากภูธร อย่างผมสนใจที่จะมุ่งมั่นในเรื่องเทคโนโลยี อินเทอร์เน็ต การติดต่อสื่อสารทางโลกไซเบอร์ มากกว่าคนอื่นๆ ทั่วๆ ไป ทั้งๆ ที่ตอนเรียนก็ร่ำเรียนมาในรูปแบบเดียวกันกับกลุ่มเพื่อน พอจบการศึกษาก็ต่างแยกย้าย แล้วส่วนใหญ่ผองเพื่อนก็อยู่ในกลุ่มงานด้าน สิ่งพิมพ์ โทรทัศน์ กันทั้งนั้น แต่ก็บางส่วนที่ทำอย่างอื่นเช่นทำธุรกิจครอบครัว แต่ ถ้าจบมาแล้วยึดอาชีพเว็บดีไซน์ใส้แห้ง อย่างผม คงไม่มี สำหรับเพื่อนๆ รุ่นเดียวกัน

    หลังจากที่ผมเรียนจบไม่นาน สิ่งที่ผมอยากทำหลังจากที่ผมรู้สึกว่า ได้งานประจำเป็นอันมั่นคงแล้วก็คือ การรวบรวมกลุ่มคุณครู ต่างจังหวัด กลุ่มเล็กๆ กลุ่มหนึ่งในนาม “ชมรมครูเว็บมาสเตอร์ไทย” ก็เพื่ออยากจะชักชวนคุณครูตามโรงเรียนประถม ที่สนใจทั้งหลาย มาทำเว็บโรงเรียนกัน เมื่อรวบรวมได้ประมาณหนึ่งแล้วเราก็จัดอบรมกันตามประสา ไม่ใช่ว่าจะหวือหวาอะไรมากมาย เพียงแค่สองครั้งเท่านั้น ผมก็ได้คำตอบว่า มันยังไม่ถึงเวลาที่เราจะทำตรงนั้นขึ้นมาก หลายส่วนยังไม่พร้อม ผมเข้าใจโลกของข้าราชการครู น้อยเกินไป เพราะฉะนั้น สิ่งที่ผมทำได้คือถอย แล้วก็หยุดพัก เรามีครูแกนนำที่ยังอยากจะทำเรื่องราวเก่า ความฝันเดิมของเราต่อ แต่ด้วยอุปสรรคที่คิดไม่พบ หลายๆ อย่างทำให้หลายๆ คนต้องหงอยและคอยเวลานั้นกลับมาอีกคำรบหนึ่ง ซึ่งไม่รู้ว่า เมื่อใด

    นึกถึงตอนที่ผมเรียนรายวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการสื่อสาร เมื่อครั้งยังคงเป็นนักศึกษา ตอนนั้นคำว่า “อินเทอร์เน็ต” กับผม ยังเป็นเพื่อนแปลกหน้ากันอยู่เลย ยุคที่ chaiyo และ thaimail รุ่งเรื่อง ผมยังไม่รู้จัก hotmail ด้วยซ้ำ แต่ดูเหมือนมันจะนาน ไม่นานเลยแม้แต่น้อย เพียงแค่เมื่อเจ็ดปีที่ผ่านมาแค่นั้นเองครับ กับการบ้านของครูผู้สอนคือ ให้แต่ละคนทำเว็บส่งเป็นคะแนนรวมสอบปลายภาค สายตาเพื่อนๆ ในห้องจับจ้องมาที่ผม เพราะรู้แค่ว่าผมอยู่หน้าคอมมากกว่าใครเพื่อน หารู้ไม่ว่าผมแค่พยายามซ่อมคอมแค่นั้นเอง ไม่ได้สนใจศึกษาอะไรที่มากกว่านั้น แค่ลงวินโดวส์ 98 ได้ ก็เก่งแล้วครับ มันเป็นความเข้าใจถูกของเพื่อน ที่ผิดๆ ในตัวผม และตามประสาวัยรุ่นตอนปลาย ที่ท่าทางมันไม่ค่อยอยากจะคุยกับใครเท่าไหร่ของผม พาลทำให้เพื่อนคิดอย่างนั้นเอง ไม่พูดอะไรออกมาคัดค้าน

    ผมจำไม่ค่อยได้ว่าตอนนั้นผมทำเว็บเนื้อหาเกี่ยวกับอะไรส่งอาจารย์ไป แต่จำได้ว่าผมเข้ามาก๊อปปี้โค้ดจากเว็บ Sanook.com ซึ่งตอนนั้นถือได้ว่ามาแรงมาก โอพระเจ้า ใครๆ ก็เข้าสนุก ผมก็เข้ามาเอาโค้ด ไปผสมๆ วางๆ แปะๆ ส่งครูไป ลอกเมนูที่มันกกระพริบๆ ได้ โฮ มันยอดมาก

    ไม่ใช่ผมคนเดียวแน่ๆ ที่ทำอย่างนั้น ผมเชื่อ

    ลองคิดง่ายๆ เลยครับ ถ้าเกิดมีนักศึกษาหรือนักเรียน ที่มีความคิดอย่างผมในตอนนั้น หรือในช่วงปีนั้น ทำอย่างเดียวกันกับที่ผมทำ ในช่วงที่ sanook.com คืออะไรก็ตามที่เป็นต้นแบบของคนที่เพิ่งหัดทำเว็บ ผมเห็นเหตุการณ์ คล้ายๆ กันกับผมเกิดขึ้นกับโรงเรียนมัธยมแถวบ้าน หน้าตาเว็บโรงเรียนมันไม่ได้ต่างจาก sanook.com เท่าไหร่นัก

    sanook.com คือแบบอย่างและเป็นปรากฏการณ์ของสังคมอินเทอร์เน็ต และเว็บไซท์ของไทยในช่วงเวลาหนึ่งเลยทีเดียว
    อย่างน้อย ผมก็เคยเข้าไปลอกโค้ดส่งครู

    เวลาผ่านไป เหมือนจะนาน

    วันนี้ วันที่ผมพยายามทุกทาง ที่จะทำเว็บให้ได้มาตรฐานตาม Web Standards ของ W3C วันที่ sanook.com เปลี่ยนหน้าเว็บหน้าแรก ที่เขียนขึ้นโดย XHTML 1.0 Strict ตามมาตรฐาน แต่ในเรื่องความสมบูรณ์ เรายังไม่พูดถึงกันในตอนนี้ ผมถือว่าการเริ่มต้นปรับไปให้ถูกทางเป็นสิ่งที่ดี และเชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่า “เว็บที่ขึ้นชื่อว่าเป็นอันดับ หนึ่ง ด้านบันเทิงไทย” เว็บนี้ จะนำพาสังคมไทยกลุ่มเล็กๆ กลุ่มหนึ่ง ที่กำลังพัฒนาเว็บตามมาตรฐานสากลไปในทางทีดีขึ้น แม้จะเป็นเพียงหน้าเดียว แต่ผมเชื่อว่า มันจะเป็นหน้าเดียวที่พลิกหน้าเว็บไทยอย่างรุนแรง ผมหวังอย่างนั้น

    อย่างน้อยผมยังยิ้มได้ เพราะลึกๆ แล้วทีมพัฒนาเล็กๆ แต่ยิ่งใหญ่ทีมหนึ่งที่ sanook.com ที่ผมได้เข้าไปสัมผัสในห้วงเวลาที่ผ่านมา ต่างมีความมุ่งมั่นในหัวใจอย่างเต็มเปี่ยมที่จะผลักดันและพัฒนาเว็บที่จะเกิดขึ้นต่อไปในอนาคตให้ เข้าตามหลักมาตรฐาน Web Standards ให้เกิด Accessibility สูงๆ เพื่อให้เป็นแบบอย่างที่ดีกับเว็บอื่นๆ ที่อยากจะมุ่งไปในทิศทางเดียวกัน
    คือความหวัง และความยินดีที่ผมได้เห็นตลอดระยะเวลาเกือบปี ที่ผ่านมา

    จุดเล็กๆ ที่เรามองเห็นอยู่ตรงนี้ วันหนึ่งข้างหน้า คือสิ่งที่ผมยังเชื่อมั่นเสมอว่า มันจะกลายเป็นจุดใหญ่และช่วยผลักดัน สังคมไทยและกลุ่มคนที่ทำงานด้านนี้ ให้หันมามองเรื่องราวของ Web Standards และพร้อมที่จะยิ้มรับ Semantic Web อย่างความเข้าใจต่อไปในอนาคตอันใกล้นี้แน่นอน

    มันจึงเป็นความฝันอีกอย่างหนึ่งของผม ที่อยากจะเห็นบ้านเราวิ่งตามเมืองอื่นให้ทัน ไปให้ทัน เพื่อความอยู่รอด

    ผมไม่อยากทิ้งเรื่องราวเหล่านี้ไป โดยไม่รู้สาเหตุ เหมือนที่ผมติดค้างเอาไว้กับ “ชมรมครูเว็บมาสเตอร์ไทย”

    ขอบคุณครับ

    • Semantic Web

      October 26th, 2007

    • 1. ถ้าคุณเขียนโค้ดถูก แต่บราวเซอร์แสดงผลเพี้ยน แสดงว่าบราวเซอร์ มีปัญหา
      2.ถ้าคุณเขียนโค้ดผิด แต่บราวเซอร์ยังแสดงผลถูกต้อง นั่นแสดงว่า ทั้งตัวคุณ ทั้งบราวเซอร์ ต่างก็มีปัญหา

      สองข้อด้านบน เป็นประโยคที่อธิบายลักษณะ การทำงานของเว็บดีไซเนอร์ได้อย่างน่าขันดี แต่หลายคนอาจจะไม่ขำกับผมด้วยเป็นแน่แท้ เพราะส่วนใหญ่อยู่ที่ข้อสาม คือ “ไม่รู้ว่าตัวเอง เขียนโค้ดถูก หรือผิด แล้วก็เลยไม่รู้ว่า บราวเซอร์ แสดงผลถูกหรือผิดในความเป็นจริง แต่ในเชิงประจักษ์ทางสายตา เรายังเห็นการแสดงผลที่เพี้ยนบ้าง พออภัย”

      มุ่งไปที่การแสดงผล ไม่ได้ให้ความสำคัญกับการให้ข่าวสาร

      อย่างไร และทำไมผมจึงบอกเช่นนั้น เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไป ว่า ความผิดพลาดที่เกิดกับแวดวงของเว็บดีไซเนอร์ในยุค 90s นั่น ส่วนหนึ่งซึ่งเป็นส่วนสำคัญเกิดจาก การเข้ามายึดพื้นที่แบบผูกตายโดย IE6 ของ ไมโครซอฟท์ ผู้ซึ่งณะนั้นพยายามสร้างมาตรฐานให้กับตัวเอง และขณะเดียวกัน อเมริกาออนไลน์ ก็ไม่ได้ทำให้ Netscape 4 ที่ออกมาแข่งกับ MSIE6 ในตอนนั้น แบ่งพื้นที่บนโลก www ได้อย่างที่ เหล่าเว็บดีไซน์เนอร์ต้องการ คือ ความผิดพลาดมหันต์ที่ซอฟแวร์ ไม่รองรับการควบคุมการแสดงผลด้วย CSS อย่างสิ้นเชิง พร้อมกับกลยุทธ แถมบราวเซอร์มากับ OS ทำให้ IE รุกและครองตลาด WWW ได้ในบัดดล
      ความล่าช้าของ W3 ในการพัฒนา CSS เพื่อการควบคุมการแสดงผลหน้าเว็บเองก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ การใช้ CSS ในหน้าเว็บไม่แพร่หลายเท่าที่ควร จึงเป็นเหตุให้ html ครองทั้งการจัดโครงสร้างข้อมูล และการควบคุมการแสดงผลในภาษาเดียวกันนับแต่นั้นมา
      และที่สำคัญ Macromedia Dreamweaver ซึ่งเป็นโปรแกรม “ทอฝัน” ใครต่อใครที่อยากจะทำเว็บในสมัยนั้นได้ด้วยเครื่องมือที่พร้อมสรรพ กำลังจะกลายเป็น โปรแกรม “ดับฝัน” ใครต่อใครที่ยึดติดอยู่กับแค่ฉากหน้าของการทำเว็บในยุคของการ “ค้นหา” อย่างในปัจจุบัน
      ทำไมหนะหรือ ก็เจ้า table ตัวป่วนที่ช่วยให้เราจัดหน้าเว็บได้อย่างสวยงามใน IE นั่นไงหละครับ เพราะมันเป็นเรื่อง “ผิดวิสัย” ของการออกแบบหน้าเว็บมาตั้งแต่แรก แต่ เนื่องจากมันง่ายในการ “Presentation” และรวดเร็วในการทำงาน เว็บดีไซเนอร์ทั้งหลาย จึงลืมนึกถึงการให้ “Information” กับอีกฝั่งหนึ่งด้วย

      ทำไมเราต้องหันมาทำเว็บให้ถูกวิธี
      จะทำเว็บให้รองรับ IE หรือ รองรับเสิร์ชเอ็นจิ้น หรือรองรับทั้งสองอย่าง ลืมรูปแบบเก่าๆ ซะ เพราะถ้าจะเลือกแบบ เลิศหรูพิศดาร สีสันสวยงามอลังการ ทุกวันนี้คงไม่มีใครจำว่า เว็บนั้นสวยหวะ น่าเข้า แล้วค่อยเข้ามาสู้ตายหาข้อมูลที่ต้องการภายหลัง แต่มันจะเป็นว่า ฉันจะเข้าไปเอาอะไรก่อนเป็นอันดับแรก การใช้งานง่าย ไม่สับสน ไปมาสะดวก คือความต้องการแรกสุด

      เราควรจะเริ่มที่ตรงไหน
      ก็เหมือนกับที่ถามผู้หญิงตอนมีประจำเดือนครั้งแรก ว่าต้องทำยังไง ถึงจะไม่หันด้านแถบกาวเข้าหาตัวเองแล้วเผลอใส่กางเกงใน ในห้วงนี้ การไม่กลัว ไม่อายที่จะเริ่มเรียนรู้ อะไรก็ตามที่มันเป็นประโยชน์ และควรที่จะเรียนรู้และทำมันอย่างถูกวิธีและก่อให้เกิดผลประโยชน์ อย่างเต็มที่กับบริษัท ก็ควรต้องทำมันซะก่อนที่จะเผลอใส่กางเกงในเข้าไป และต้องทรมานแสนสาหัส เมื่อถึงเวลาที่ต้องเปลี่ยนผ้าอนามัย

      (มันคือการเหยียดเพศ)

      วงจร แนวคิดง่ายๆ

      ๑. Robot จะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดก็ต่อเมื่อ หน้าเว็บถูกเขียนขึ้นมาอย่างถูกต้องและมีความหมาย
      ๒. กูเกิ้ล และเสิร์ชเอ็นจิ้นทั่วไป ก็ไม่อยากให้ Robot ของตัวเองวิ่งออกมาในวันๆ หนึ่งแล้วเก็บแต่ ขยะ เข้าสู่ฐานข้อมูล
      ๓. องค์กรที่พัฒนาภาษาสำหรับ www ก็คือ W3 ซึ่งสนับสนุนให้คนทำเว็บอย่างถูกต้องตามหลักการ คือการทำให้เว็บมีความหมายทั้ง มนุษย์ ที่เข้าถึง และ Robot เข้าถึง
      ๔. Microsoft ไม่ได้มีภาระกิจหลักอยู่ที่การพัฒนาระบบ ค้นหา เพราะว่ายังมี ซอฟแวร์อื่นๆ ที่สร้างรายได้ได้ดีกว่า และพยายามยึดตัวเองให้เป็นมาตรฐาน
      ๕. เมื่อทุกคนทำเว็บให้แสดงผลได้ดี แค่ใน IE แต่ ในทางมาตรฐานกลับตรงกันข้ามในโค้ดที่ยุ่งเหยิงด้านหลัง ทำให้ Robot ของกูเกิ้ล เข้าเก็บข้อมูลได้ไม่ง่าย กูเกิ้ล จึงหันไปสนับสนุน Mozilla เพื่อที่จะให้พัฒนาบราวเซอร์ ที่รองรับการเขียนโค้ด Markup แบบ Semantic มากยิ่งขึ้น เพื่อที่จะให้คนหันมาทำเว็บเพื่อ “Information” มากยิ่งขึ้น ถูกหลักมาตรฐาน W3 มากยิ่งขึ้น
      ๖. เว็บ Semantic ทำให้การทำ Index ข้อมูลโดย Robot และ อัลกอลิธึ่มอันชาญฉลาด ของกูเกิ้ล ง่ายกว่าเดิมนัก “ผู้มีข้อมูลมากที่สุดในมือ คือผู้ได้เปรียบฉันใด กูเกิ้ล ก็ย่อมทุ่มเพื่อการนี้ ฉันนั้น”
      ๗. เมื่อไมโครซอฟท์ ตระหนักแล้วว่า ธุรกิจของตัวเองกำลังหดหาย เพราะ เปอร์เซ็นส่วนแบ่งการตลาดของ บราวเซอร์ของตนเองที่เมื่อก่อนอยู่ที่เก้าสิบกว่าเปอร์เซ็นต์ เพียงไม่กี่ปี กลับหดหายเหลือเพียงแค่ประมาณ เจ็ดสิบเปอร์เซ็นในปัจจุบัน
      ๘. เพียงแค่ ประมาณยี่สิบเปอร์เซ็นที่ Mozilla Firefox ครองตลาด ก็ทำให้ Google ร่ำรวยขนาดนั้น Microsoft ก็ถึงบางอ้อ ว่าสุดท้ายแล้ว “Search” นั้นสำคัญกว่าอื่นใด
      ๙. IE7 ที่ซุ่มพัฒนามานานปี แต่ออกนอกลู่นอกทาง ก็จำต้องฮาราคีรีตัวเองไป เบิกทางให้ IE8 ที่จำเป็นต้องเขียนโครงสร้างการ Render หน้าเว็บใหม่เกือบทั้งหมด เพื่อให้ได้มาตรฐานของผู้ให้บริการตาม W3 เสียที พร้อมทั้งประกาศว่า IE8 จะเป็นบราวเซอร์ที่ได้มาตรฐาน W3 ยิ่งกว่า Firefox นั่นเป็คำประกาศของผู้บริหารทีมพัฒนา IE8
      ๑๐. ระบบ PageRank (การให้คะแนนหน้าเว็บของ ลารี่ เพจ) และ อัลกอลิธึ่มหลัก ของ Google เป็นสมบัติของมหาวิทยาลัย สแตนฟอร์ด มหาวิทยาลัยที่ส่งจดหมายไปเชิญ เซอเก บริน และ ลารี่ เพจ มาเรียน พีเอชดี ก่อนที่จะหยุดเรียนเพื่อสร้างประวัติศาสตร์โลก
      ๑๑. HP กำลังซุ่มเงียบ สร้างระบบค้นหาอัจฉริยะ ฟาวเท่น ที่ยังไม่สามารถนำมาใช้งานได้จริง เพราะเทคโนโลยีฮาร์ดแวร์ ปัจจุบัน ยังมีความสามารถไม่เพียงพอที่จะรองรับ ระบบที่ต้องทำงานหนักระดับนั้นได้ (แถมคุยด้วยว่า ถ้าจะให้ อัลกอลิธึ่ม นี้ทำ Index ของเว็บทั้งหมดในโลก ฟาวเท่น สามารถทำได้ภายใน ยี่สิบสี่ชั่วโมง แต่ กูเกิ้ล ยังต้องใช้เวลาเกือบเดือน ในการทำภาระกิจเดียวกัน)

      มันคือ คณิตศาสตร์

      ถ้ายังคิดจะเล่นเกมนี้ ก็จำเป็นต้องรู้เรื่องราว ทั้งข้างหน้าและข้างหลังทั้งหมด ไม่ใช่อยู่แค่ข้างหน้าอย่างปัจจุบัน

      การเล่นสกปรก หากินกับข่าว รายวัน อย่างที่เว็บท่าทั้งหลายควรทำ

      ระบบอัลกอลิธึ่ม อันชาญฉลาด กับข่าวในแต่ละเนื้อหา
      เช่น ดึงข่าวแต่ละอย่างมามา แล้วให้ Google สแกนข่าวนั้น ก่อนส่งโฆษณาที่เหมาะสมกับข่าวมา เช่น ข่าวรถชน แล้วรอดชีวิตด้วย ระบบเบรก XXX ในลักษณะนี้ โฆษณาที่เกี่ยวกับข่าว น่าจะเป็น ผ้าเบรกรถยนต์ หรืออะไรก็ตามที่เกี่ยวกับรถยนต์ หรือแม้กระทั้ง อุบัติเหตุเกิดขึ้น จุดไหน น่าจะมีโรงพยาบาเอกชนที่อยู่ใกล้ที่สุดมาลงโฆษณา

      ถามว่า กูเกิลจะรู้ได้ไงว่าอันไหนเป็นเครื่องหมายบอกสถานที่ ก็ คำสั่ง
      <address> ของ Xhtml นั่นไงหละครับ หลักการเขียนข่าวมัน ใคร ทำอะไร ที่ไหน อย่างไร อยู่แล้ว (อันนี้ตัวอย่างง่ายๆ)ข่าว โจรปล้นร้านทอง ก็ดึงโฆษณา ร้านทองอื่นๆ ใกล้เคียงกันมาขายซะ
      ข่าว ข่มขืน วัยรุ่นมั่วเซกส์ ก็เอาโฆษณา ยืดอก พกถุง มาแปะซะ
      ข่าว นางแบบ นมโต โชวหว๋อ ก็เอาโฆษณา ชุดชั้นในมาแปะซะ

      จริยธรรม และ จรรยาบรร พึงมี พึงมี

      ธุรกิจการซื้อ คีย์เวิร์ด เมื่อ Firefox คือ Google
      เช้าตรู่วันที่ 25 ตุลาคม 2550 ประมาณตีหนึ่งครึ่ง ผมอยากค้นหาคำว่า adventure ด้วยความเคยชิน จึงพิมพ์คำว่า adventure ลงไปใน address bar ของ Mozilla Firefox ประกฏ ว่า Firefox พาผมไปที่ http://www.battleon.com/ แทน ผมมึนงงอยู่เล็กน้อย ก่อนจะถึงบางอ้อว่า Artix Entertainment, LLC บริษัทผู้จัดจำหน่าย เกม AdventureQuest คงไปซื้อคีเวิร์ด คำว่า “Adventure” เอาไว้ในราคาที่สูงกว่าลูกค้ารายอื่นๆ ของกูเกิล Firefox (ด้วยการควบคุมของกัปตัน Google) จึงพามผมบินลงที่ http://www.battleon.com แทนที่จะเป็น adventure.com หรืออะไรอย่างอื่น ในหารค้นหา นี่คงเป็นตัวอย่างที่ง่ายที่สุดในสงครามคีย์เวิร์ด

      เรื่องราวทั้งหมดด้านบน อาจจะถูกเขียนขึ้นมาแบบ วูบวาบในความคิด ที่ไม่ได้ถูกประติดประต่อ อย่างที่งานเขียนบทความสักชิ้นที่ควรจะเป็น

      จะมีบ้างไหม ที่ผู้อ่านต้องรู้สึกว่า ต้องปรับตัวให้เข้ากับเนื้อหาที่ตัวเองสนใจ อยากจะรู้ แทนที่ผู้ให้บริการจำเป็นต้องวางแผนงานเขียนขั้นดีเยี่ยม เพื่อให้ กลุ่มเป้าหมายเสพงานอย่าง เรื่อยๆ ไม่กระตุกในความคิด

      ด้วยความเคารพ

      พร อันทะ

      • สวัสดี

        October 19th, 2007

      • วัว

        สวัสดี แค่นี้นะ อะไรนะ จะไปแล้ว หรือว่าไง ไปที่ไหน ทำอะไร ไม่รู้ ไม่รู้ เรื่องราวอืดๆ เอื่อยๆ เรื่อยๆ จะเริ่มที่นี่แล้ว

        • สวัสดี ประเทศไทย

          October 19th, 2007

        • บางคราว การที่เรารู้สึกจริงจังกับชีวิต มากไปก็ไม่ดี แต่อีกทาง หย่อนยานทางวินัย ก็ไม่ดี มีแต่คำบอกเล่า ให้เดินทางสายกลาง ทำไงดี อันนี้ไม่รู้ ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ และความสามารถเฉพาะทางของแต่ละบุคคล ขอแค่เพียงอย่าเบียดเบียนคนอื่น ในขณะที่กำลังดำเนินชีวิตแห่งตนก็คงพอ

          เรามาดูกันว่า หนังสั้นเรื่องต่อไปนี้ มีความตอแหลแห่งชีวิตรอบข้างอะไรอยู่บ้าง